ออกแบบ
กราฟฟิกส์

 

ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้

    • ปะการัง
    • โพลิป (Polyp)
    • โครงสร้างหินปูน (Skeleton)
    • โครงสร้างหินปูนของปะการังมีลักษณะ
    • การสืบพันธุ์ของปะการัง
    • ประโยชน์ที่ Zooxanthelae อยู่ร่วมกับปะการัง แบบพึ่งพา
    • กลไกที่ใช้ในการแข่งขันระหว่างปะการัง
    • ประโยชน์ของปะการัง

Coral (ปะการัง) คือสัตว์ชนิดหนึ่งในไฟลัมไนดราเรีย(Cnidaria) อยู่ในกลุ่ม Zoantharia ซึ่งเป็นพวกปะการังแข็งที่แท้จริง  (Sclractinian coral) รวมถึงปะการังสีดำ (Black coral) ปะการังประกอบด้วยโพลิป ที่สร้างขึ้นมา ช่องกลางระหว่างตัวมีผนัลกั้นเป็น 6 หรือทวีคูณของ 6 มีหนวดรอบปากปะการังที่สร้างแนวปะการัง(Hermatypic coral) ทุกชนิดมีสาหร่าย (algae) อยู่ร่วมด้วย คือ Zooxanthelae ในแวคิวโอลของเซลล์ในแกสโตรเดิร์ม เป็นระยะพักตัวชนิดที่พบมากที่สุดที่อยู่ร่วมกับปะการังคือ Symbiodinium microadriaticum ซึ่งพบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นด้วย

 

ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ใน

Phylum Cnidaria

Class Anthozoa

Subclass Zoantharia

Order Scleractinia

ปะการังโดยมากจะอยู่ร่วมกับสาหร่าย Zooxenthellae สามารถสร้างโครงสร้างหินปูนซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ใช้ในการจำแนกชนิดของปะการัง และอยู่รวมกันเป็นโคโลนีแต่ในบางชนิดอาจอยู่เดี่ยวๆ ปะการังสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศขึ้นอยู่กับการปรับตัวต่อภาพแวดล้อม ตัวของปะการังซึ่งเรียกว่า โพลิปอาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูนและมักจะมีถ้วยเล็กๆ โพลิปของปะการังแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน เป็นผลให้รูปร่างของโครงสร้างหินปูน ซึ่งปะการังสร้างขึ้นแตกต่างกันไปด้วย ปะการังประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ โพลิป (Polyp) และโครงสร้างหินปูน 

1. โพลิป (Polyp)
โพลิปมักมีรูปร่างของลำตัวเป็นทรงกระบอก ตรงปลายสุดเป็นหนวด (Tentacle) เรียงอยู่รอบปาก ส่วนประกอบที่สำคัญ ของโพลิปแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ Oral disc และ Column
Oral disc เป็นส่วนบน ประกอบด้วยปากซึ่งเป็นช่องเปิดเข้าไปในช่องว่างภายในลำตัวรอบปากเป็นแผ่นแบบที่เรียกว่า peristome ซึ่งตอนบนประกอบด้วยหนวดเรียงกันเป็นวง แต่ละวงมี 6 เส้น หรือเป็นทวีคูณของ 6 ลักษณะของหนวดโดยปกติเป็นเส้นยาวตรงปลายพองเป็นตุ่ม และมี nematocyst ใน cnidocyte cell
Column เป็นส่วนที่มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอก ภายในประกอบด้วย stomodaeum และ mesenteries

Stomodaeum มีลักษณะเป็นหลอดขนาดสั้น ทำหน้าที่คล้าย Esophagus คือเป็นทางติดต่อระหว่างปากและ gastrovascular cavity

Mesenteries เป็นแผ่นเนื้อเยื่อแบนๆ ที่ตั้งเรียงกันเป็นฉากในแนวรัศมีรอบๆ gastrovascular cavityด้านบนของ Mesenteries ติดอยู่กับส่วนล่างของ oral disc อีกด้านหนึ่งติดกับผนังส่วนในของ Column ด้านล่างไม่ติดกับส่วนใดเลย ด้านในของ Mesenteries ที่อยู่ข้างใต้ Stomodaeum ลงมาประกอบด้วย Mesenteries filament ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแบนยาวคล้ายริบบิ้นที่ขดไปมา ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารและขับถ่ายของเสีย

ส่วนประกอบอื่นของ โพลิปได้แก่ Edge zone, coenosarc และ basal disc

Edge zone เป็นส่วนของ colum ของโพลิปที่ยื่นขยายออกไปในแนวนอนนอกผนังของโครงสร้างหินปูนและพบในปะการังชนิดที่อยู่ตัวคนเดียว

Coenosarc พบในปะการังที่อยู่เป็นกลุ่ม เกิดจาก edge zone ของโพลิปที่อยู่ใกล้กันมาเชื่อม

Basal disc เป็นส่วนที่อยู่ข้างล่าง column ทำหน้าที่ในการยึดเกาะ substrate

(Veron, 2000)

2 โครงสร้างหินปูน (Skeleton)
โครงร่างแข็งที่เป็นหินปูนทั้งหมดของปะการังซึ่งเกิดจากการสร้างขึ้นของปะการัง Polypเดียวหรือทั้งโคโลนีเรียกว่า Corallum ส่วน Corallite เป็นโครงสร้างหินปูนภายนอก ซึ่งเป็นที่อยู่ของปะการังหนึ่งตัวภายใน Corallum ของปะการัง เดี่ยวจะมีรูปร่างตามลักษณะของ โพลิปซึ่งมีความสัมพันธ์กับอัตราการเจริญเติบโตในแนวยืนและแนวนอนของแต่ละส่วนแต่รูปร่างของปะการังที่อยู่รวมกันเป็นโคโลนียังขึ้นกับแบบของวิธีการเพิ่มจำนวนโดยไม่ใช้เพศอีกด้วย


(Wood, 1983)

โครงสร้างหินปูนของปะการังมีลักษณะดังนี้

รูปร่างของ Corallum รูปร่างของ Corallum ในประการังที่อยู่ตัวเดียวและอยู่เป็นโคโลนีมีความแตกต่างกันดังนี้

 

Corallum ของปะการังเดี่ยวมีรูปร่างแตกต่างกันหลายแบบ ตัวอย่าง เช่น

Discoid มีลักษณะกลม และแบนผนังอยู่ด้านล่างในแนวนอน ส่วนด้านปากอาจแบน เว้าเข้า หรือนูนขึ้น ซึ่งเกิดจากการเจริญโดยรอบในแนวนอน เร็วกว่าในแนวยืน

Cylindrical มีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว

Cuneiform มีลักษณะคล้ายลิ่มเป็นทรงกระบอกสั้น

Corallum ของปะการังที่อยู่เป็นโคโลนีมีรูปร่างหลายแบบดังนี้

Dendroid มีช่องเปิดของ Corallite เป็นรูปกลม corallite ของปะการังตัวใหม่เจริญออกไปในลักษณะที่เป็นกิ่ง ทำให้รูปร่างของ corallum คล้ายกับกิ่งไม้

Phaceloid มีช่องเปิดของ Corallite เป็นรูปกลมเกิดจากแต่ละ Corallite มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอกมารวมกัน ผนังของแต่ละ Corallite เกือบขนานกันและเชื่อมต่อกันเฉพาะส่วนฐานของ Corallite เท่านั้น ทำให้รูปร่างของ Corallum คล้ายกับกอหญ้า

Plociod มีช่องเปิดของ Corallite กลม เกิดจากแต่ละ Corallite ที่มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอกสั้นๆ มารวมอยู่ด้วยกัน และเชื่อมติดกันโดย Cenosteum

Cerioid มีช่องเปิดเป็นรูปหลายเหลี่ยม ผนังของแต่ละ corallite อาจเชื่อมกันโดยตรงในลักษณะด้านต่อด้าน

Thamnasterioid มีลักษณะคล้ายกับเส้นแรงในสนามแม่เหล็กโดยไม่มีผนังที่บอกขอบเขตของ corallite Septa จากศูนย์กลางของ corallite หนึ่งจึงเชื่อมกับ Septa ของ corallite ที่อยู่ใกล้เคียงเป็นเส้นเดียวกันเรียกว่า septocostae

Hydnophoroid มีลักษณะคล้ายหมู่ภูเขาและสันเขาที่ย่อส่วนลงมาจนมีขนาดเล็กมาก และศูนย์กลางของ Corallite จะเรียงรายอยู่รอบๆ monticule และ colline เหล่านั้น colline เป็นสันยาวที่ยื่นออกมาจากผิวของ corallum monticule เป็นส่วนที่มีลักษณะคล้ายกรวยเล็กๆ ซึ่งยื่นขึ้นมาจากผิวของ corallite

Meandroid มีลักษณะเป็นร่องขดไปมา โดยเกิดจาก corallite มาเรียงกันเป็นแถว ร่องนี้อาจยาวต่อเนื่องกันตลอด corallum หรือไม่ก็ได้ ด้านของร่องเป็นผนังเชื่อมซึ่งเชื่อมกันกับผนังของร่องอื่น

Flabelloid มีลักษณะคล้าย Meandroid โดยเกิดจาก corallite มาเรียงกันเป็นแถวแต่ต่างกันตรงที่ผนังด้านข้างของร่องเป็นอิสระไม่ติดกับร่องอื่น ทำให้มีรูปทรงคล้ายกับพัดหนาๆที่ขดไปมา

รูปทรงของปะการังที่อยู่เป็นโคโลนี

Massive มีลักษณะเป็นก้อน ผิวของ Corallum อาจเรียบหรือขรุขระ

Submassive มีลักษณะเป็นเป็นก้อนแบนผิวของ Corallum อาจเรียบหรือขรุขระ

Foliaceous มีลักษณะเป็นแผ่นแบนซึ่งซ้อนกันอยู่ในแนวนอนโดยเจริญมาจากศูนย์กลางของ Corallum ใต้ Corallum มีฐานเล็กๆสำหรับยึดเกาะ Substrate

Lamina มีลักษณะเป็นแผ่นแบน ใต้ Corallum มีฐานเล็กๆ สำหรับยึดเกาะ Substrate

Encrusting มีลักษณะตาม substrate Corallum เป็นแผ่นบางๆ ยึดเกาะกับ Substrate

Ramose มีลักษณะเป็นกิ่งก้าน

(Veron, 2000)

Septa เป็นแผ่นแบนหลายแผ่นตั้งเรียงคล้ายเป็นรัศมีรอบจุดศูนย์กลางของ Corallite โดยตั้งอยู่บน Basal Plate ประกอบด้วยส่วนที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวและมีขนาดเล็กเรียก Trabeculae ซึ่งเรียงกันจนเกิดเป็นแผ่นแบนแผ่นเดียว Trabeculae ประกอบด้วยกลุ่มของเส้นใยที่เรียกว่า Sclerodermite โดยเส้นใยของ Sclerodermite มาเรียงต่อกันจนเหมือนแปรงล้างขวด Sclerodermite มี 2 แบบได้แก่ Single sclerodermite เป็น Sclerodermite เพียงแถวเดียวที่เรียงซ้อนกันเป็น trabeculae แบบที่เรียกว่า simple trabeculae และ Bundle Sclerodermite เป็นกลุ่มของ Sclerodermite หลายแถวมาเรียงกันเป็นวง จนเกิดเป็น Trabeculae แบบที่เรียกว่า compound Trabeculae
ชนิดของ Septum มี 2 แบบ ได้แก่

laminar septum มีลักษณะเป็นแผ่นแข็งที่ไม่เป็นรูเกิดจาก trabeculae เรียงชิดกันมากทุกส่วนจนไม่มีช่องว่างเกิดขึ้น

fenestrate septum มีลักษณะเป็นแผ่นแข็งที่มีรู เกิดจาก trabeculae เรียงไม่ชิดกันมากทุกส่วนจึงมีช่องว่างเกิดขึ้น


จำนวน Septa ในปะการังแตกต่างกัน Septa วงแรกซึ่งเป็นวงที่เกิดขึ้นก่อนและมีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมักมีจำนวน 6 อัน Septa ของวงที่ 2 ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างวงแรกมักมีจำนวน 6 อันเช่นกัน Septa ของวงที่ 3 ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างวงแรกและวงที่ 2 มีจำนวน 12 อัน ส่วน Septa ของวงที่ 4 มี 24 อันถ้ามีการเพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆจะได้ Septa ของวงที่ 5 เป็น 48 อัน และวงที่ 6 มี Septa เป็น 96 อัน เป็นต้น แต่ละวงอาจมีจำนวนของ Septaไม่ครบ หรือจำนวน Septa ในแต่ละวงของปะการังหลายชนิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงจาก 6/6/12/24 เป็น 8/8/16/32 หรือ 10/10/20 หรือแตกต่างไปจากนี้ก็ได้ ปะการังที่พบโดยทั่วไปมี Septa ประมาณ1-4 วงและในบางชนิดก็ไม่สามารถแบ่งออกเป็นวงได้ปะการังบางชนิด มีการจัดเรียงตัวของ Septa แตกต่างไปจากแบบปกติที่มี Septa วงยาวที่สุด ส่วนวงหลังสั้นกว่าและอยู่ระหว่างวงที่เกิดก่อน
การจัดเรียงตัวของ Septa ที่ต่างไปจากแบบปกตินี้เรียกว่า Pourtales plan โดยมี Septa ของ วงที่ 4 ยาวกว่าวงที่ 3 และลักษณะแบบนี้พบใน corallite ของปะการังบางชนิดใน Family Dendrophyllidae
ที่ขอบริมของ Septa มีลักษณะเรียบหรืออาจมีลักษณะดังต่อไปนี้

ขอบริมมีลักษณะเล็กๆหรือเป็นตุ่มเล็กๆเรียงกันเป็นแถว (beaded) เกิดจาก simple trabeculae

ขอบริมมีลักษณะโค้งมนคล้ายรูปตัว U มาเรียงกัน (lobulate) เกิดจาก Compound trabeculae


Palifform lobe มีลักษณะคล้าย pali โดยเป็นแผ่นแบนหรือมีรูปร่างคล้ายเสาเล็ก ๆ เกิดจากขอบริมด้านล่างของ Septa บางอันมีแง่ที่ยื่นขึ้นมาในแนวยืน และอยู่ใกล้กับ columella
Columella เป็นส่วนที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของ corallite มีหลายแบบได้แก่

Trabecular columella เป็น columella ที่มีลักษณะเป็นเส้นแบนเล็กคล้ายริบบิ้นขดไปมา และซ้อนกันอยู่หลายชั้น อาจพันกันหลวม ๆ เป็นแบบ parietal หรือมีลักษณะคล้ายฟองน้ำเป็นแบบ spongy หรือเชื่อมกันแน่นจนเกือบเป็นเนื้อเดียวกันเป็นแบบ compact

Styliform columella เป็น columella ที่มีลักษณะคล้ายเสาแท่งเล็กๆ

Lamellar columella เป็น columella ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแบนที่ตั้งตรง อาจยาวต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่องกันก็ได้

Papillose columella เป็น columella ที่ประกอบด้วยตุ่มเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก


Synapticulae มีลักษณะเป็นหลอดตันเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่าง Septa ซี่งอยู่ชิดกัน synapticulae อาจยาวต่อเนื่องกันเป็นวงและขนานกับขอบริมของ Septa และอาจพบ synapticulae ในปะการังเกือบทุกชนิด แต่เห็นชัดเจนใน suborder Fungiina ซึ่งมี fenestrate Septa Synapticulae มีสองแบบได้แก่ simple synapticulae และ compound synapticulae

Simple synapticulae เป็นหลอดตันซึ่งเกิดจากตุ่มเล็ก ๆ 2 ตุ่มบน Septa ที่อยู่ตรงกันข้ามยาวออกมาเชื่อมกัน

Compound synapticulae เป็นหลอดตันที่มีขนาดใหญ่กว่า simple synapticulae Basal plate มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ อยู่ข้างล่างของ corallum ทำหน้าที่ยึดเกาะ substrate และเป็นโครงสร้างหินปูนที่เกิดขึ้นก่อนส่วนอื่น โดยเกิดจากการสร้างของ basal disc

Coenosteum เป็นโครงสร้างหินปูนที่เชื่อมอยู่ระหว่าง corallites เกิดจากการสร้างของ coenosarc ผิวบนของ coenosteum อาจมีลักษณะเป็นตุ่มหรือพองออกคล้ายถุงเล็ก ๆ หรือมีหนาม coenosteum ของปะการังบางชนิดมีสันบาง ๆ ของ costae ซึ่งเป็นส่วนที่ยื่นต่อออกมาจาก Septa และเกิดจาก coenosarc ที่ยื่นออกมานั้นมีส่วนของ mesenteries ติดออกมาด้วย
Dissepiment เป็นส่วนโครงร่างของปะการังทั้งนอก corallite และใน corallite ส่วนโครงสร้างหินปูนที่อยู่นอก corallite มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ คล้ายรูปโดมเล็ก ๆ เรียงซ้อนกันอย่างหนาแน่นเรียกว่า vesicular exothecal dissepiment ส่วนโครงสร้างหินปูนใน Corallite ของ Dissepiment มีลักษณะเป็นแผ่นแบนในแนวนอนวางซ้อนกันอยู่โดยแต่งละแผ่นอยู่ห่างกันเล็กน้อย โครงสร้างหินปูนส่วนนี้เรียกว่า tabular endotheca dissepiment


Theca (ผนังหรือ wall)
เป็นผนังของ corallite ซึ่งล้อมรอบด้านนอกของ Septa มีหลายแบบ

septotheca เป็นผนังที่เกิดจากส่วนนอกสุดของ Septa มาบรรจบกันและแข็งแรงขึ้น

Paratheca เป็นผนังที่มี dissepiment เจริญออกมา

Synapticulotheca เป็นผนังที่เกิดจาก simple หรือ compound synapticulae ที่เรียงซ้อนๆกันและเชื่อมกันเป็นวง

Epitheca เป็นส่วนที่เจริญมาจาก basal plate ขึ้นมาที่ผนัง มีลักษณะบาง พบในปะการังบางชนิด

การสืบพันธุ์ของปะการัง การสืบพันธุ์ในปะการังมี 2 วิธี ได้แก่ แบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ออกมาผสมกัน การผสมเกิดขึ้นภายในตัวของปะการัง โพลิป ของปะการังอาจเป็น hermaphrodite หรือ dioecious ก็ได้ โดยมี gonad อยู่บน Mesenteries larva ที่เกิดขึ้นอาศัยอยู่ใน gastrovascular ของตัวเดิม และถูกดันออกมาทางปากคราวละ 1 ตัว หรือหลายตัว Planula larva ที่ออกมามีรูปร่างกลมหรือเป็นทรงกระบอกยาว มีความยาวแตกต่างกันในระหว่าง 1-3 มม. รอบๆ ลำตัวมีขนสั้นๆ (Cilia) จึงสามารถว่ายน้ำได้ ระยะเวลาที่ planula larva ของแต่งละชนิดว่ายน้ำมีระยะตั้งแต่ ไม่กี่วันจนถึงหลายสัปดาห์ เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมและ substrate ที่เหมาะสม มักจะใช้ basal disc ที่อยู่ด้านล่างของ column และมีลักษณะเป็นแผ่นแบนยึดเกาะกับ substrate ไว้ ในระยะนี้ปะการังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Differentiated) ต่างๆ โดยมี Mesenteries และ Septa เกิดขึ้น การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดโพลิปใหม่โดยไม่ได้อาศัยเซลล์สืบพันธุ์ พบ 2 แบบได้แก่
1. Intratentacular budding เป็นการเกิด โพลิปใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแยกออกของโพลิปเดิม โดย mesenteries บางอันยื่นออกมารวมกันหรือการแบ่งตัวที่บริเวณ oral disc ในวงของหนวดพบหลายแบบดังนี้

Distomodaeal budding เป็นการเพิ่มจำนวนโดยมีการแยกออกของ โพลิปเดิม ทำให้เกิด 2 โพลิปขึ้นใหม่ แต่ไม่มีผนังของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ยังมีบางส่วนใช้ร่วมกันคือมีหนวดวงเดียวกัน ใช้ Mesenteries 2 คู่ร่วมกันและมี 2 stomodaeum เมื่อดูจากโครงสร้างหินปูนจะเห็นว่าแต่ละ Corallite ไม่มีผนังเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์ อาจมี 2 ศูนย์กลางอยู่ในผนังเดียวกัน คือมีหนวดวงเดียวกัน เรียกว่า dicentric

Tristomodaeal budding เป็นการเพิ่มจำนวนโดยมีการแยกออกของโพลิปเดิมทำให้เกิด 3 โพลิปขึ้นใหม่ แต่ไม่มีผนังของตัวเองชัดเจนอย่างสมบูรณ์ ยังมีบางส่วนใช้ร่วมกันคือหนวดวงเดียวกัน ใช้ Mesenteries 3 คู่ร่วมกันและมี 3 stomodaeum เมื่อดูจากโครงสร้างหินปูนจะเห็นว่าแต่ละ Corallite ไม่มีผนังเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์ อาจมี 3 ศูนย์กลางอยู่ในผนังเดียวกัน เรียกลักษณะแบบนี้ว่า tricentric

Polystomodaeal budding เป็นการเพิ่มจำนวนโดยมีการแยกออกของโพลิปเดิมทำให้เกิด 3 โพลิปขึ้นไป แต่ไม่มีผนังของตัวเองชัดเจนอย่างสมบูรณ์ ยังมีบางส่วนใช้ร่วมกันคือหนวดวงเดียวกัน ใช้ Mesenteries ร่วมกัน Corallite ในโครงสร้างหินปูนมีหลายจุด ศูนย์กลางเรียกลักษณะแบบนี้ว่า Polycentric พบหลายแบบได้แก่
Intramular budding ผลของการแยกตัวทำให้เกิด stomodaeum เรียงกันเป็นแถวยาวภายในหนวดวงเดียวกัน ใน corallum มี corallite เรียงกันเป็นแถว ทำให้เกิดลักษณะเป็นร่อง ซึ่งอาจยาวต่อเนื่องตลอด corallum หรือมีปลายแยกเป็นช่อง

Circumoral budding ผลของการแยกตัวทำให้เกิด stomodaeum เรียงกันหนาแน่นรอบโพลิปเดิมที่อยู่ตรงกลางซึ่งมันจะมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อดูใน corallum พบว่าประกอบด้วย corallite เล็กๆ เรียงอยู่รอบๆ corallite เดิมที่มีขนาดใหญ่ และไม่มีผนังที่แยกแต่ละ corallite ออกจากกัน หรืออาจมีผนังเพียงบางส่วน

Circumural budding ผลของการแยกตัวทำให้เกิด stomodaeum กระจายอยู่รอบๆ กลุ่มของมัน โพลิปไม่มีผนังหรืออาจมีเพียงบางส่วน ใน corallum ศูนย์กลางของ corallite กระจายอยู่รอบๆ Monticule ซึ่งเป็นปุ่มแหลม มีรูปร่างคล้ายกรวยยื่นขึ้นสูงกว่าระดับของ coenosteum หรือกระจายอยู่รอบๆ colline ซึ่งเป็นสันยาวที่ยื่นขึ้นมาสูงกว่าระดับของ coenosteum

2. Extratentacular budding เป็นการแยกตัวใหม่ที่เกิดขึ้นภายนอกวงของหนวดของตัวเดิม โดยเกิดจาก coenosarc หรือ edge zone

(วรุณพร จิรวัฒน์, 2528, Wood, 1983 Phongsuwan, 1986, Veron, 2000)

ประโยชน์ที่ Zooxanthelae อยู่ร่วมกับปะการัง แบบพึ่งพา

อัตราการสะสมแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เพิ่มขึ้นมากในโครงสร้างของปะการัง

ช่วยประการังกำจัดของเสียในเซลล

์ใ ห้คาร์บอไฮเดรทและออกซิเจนแก่ประการัง

กลไกที่ใช้ในการแข่งขันระหว่างปะการัง

การแข่งขันโดยตรง (Direct Competition)

  • Mesenterial filaments ใช้ Mesenteri ออกมาย่อยปะการังตัวอื่น

    • Sweeper tentacles การต่อสู้โดยใช้หนวดพิเศษ
    • Sweeper polype การต่อสู้โดยใช้โพลิปที่ยาวเป็นพิเศษ
    • mucus secretions การใช้เมือกทำลายฝ่ายตรงข้าม
    • Overgrowth โตทับปะการังตัวอื่น

      การแข่งขันโดยอ้อม  (Indirect Competition)

    • Overtopping โตปกคลุมอยู่บนปะการังตัวอื่น

      • Inferred water bone chemicals ปล่อยสรเคมีบางชนิดออกมาในทะเล

ประโยชน์ของปะการัง

เป็นตัวสร้างแนวปะการัง

สิ่งทดแทนในการซ่อมแซมกระดูก โดยใส่โครงสร้างหินปูนของปะการังซึ่งมีรูพรุนเล็กๆภายในไปที่มีกระดูกเสียหายเส้นเลือดแดงสามารถเข้าไปสอดแทรกในรูเล็กๆนั้นได้ เป็นโครงให้เกิดการหมุนเวียนสร้างกระดูก โดยมีคุณสมบัติในการส่งเสริมการสร้างกระดูกและการหายของแผล และสามารถในการถมช่องว่างในกระดูกที่เกิดจากเนื้องอกได้เมื่อกระดูกถูกสร้างสมบูรณ์แล้วโครงสร้างหินปูนของปะการังจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายต่อไป

สามารถดูดซึมโลหะต่างๆที่เป็นพิษ เช่น นิกเกิล แคดเมียม ปรอทจึงถูกนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำบริสุทธ์

 

คุณจีจี้ E-mai: Jeerawanch@yahoo.com หรือ jeji2005@hotmail.com Tel: 097263158