ออกแบบ
กราฟฟิกส์
เริ่มพบว่าโรคของปะการังเกิดจาก pathogen และ parasites ในปี 1970 โรคของปะการังจะทำให้เกิดความเสื่อมและทำงานได้น้อยลงในแต่ละส่วนของอวัยวะ ทั้งหน้าที่ ระบบและอวัยวะนั้นๆ โดยทั่วๆไปเราสามารดูลักษณะของโรคได้ 3 แบบคือ
  • จำแนกจากลักษณะที่เห็น
  • ชนิดของเชื้อหรือสารที่เป็นเหตุ
  • การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประกอบเช่น เนื้องอก มีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของเซลล์หรือลักษณะทางสันฐานวิทยา
Biotic disease จะเกิดจากเชื้อที่อาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตนั้นๆเช่น pathogen และ parasites โดย pathogen อาจทำให้ host ตายแต่ใน parasites อาจแค่เพียงอาศัยและทำให้เกิดผลเสียแก่ host เท่านั้น การติดเชื้อจะแพร่จาก host ตัวหนึ่งไปยัง host อีกตัวหนึ่ง พวก Microparasites เช่น virus, bacteria fungi และ protozoan ส่วน metazoan เช่น helminthes และ arthropod จะเป็น Macroparasite การเกิดโรคจะเกิดได้ง่ายเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ, ขาดสารอาหาร เป็นต้น การติดเชื้อโดยผ่านทางhost เช่นกรณีนกที่กินหอย 2 ฝาทำให้ติดเชื้อจากหอยได้ ความสามารถในการทำร้าย host ของ parasites เช่น ลดความสามารถในการสืบพันธุ์, ทำให้เกิดความเครียด การติดเชื่อของ host กับ parasites ที่เฉพาะเจาะจงเป็นเหตุให้ host อ่อนแอจนถูก predator จับกินและส่งผลต่อความเครียดต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดโรคแล้วส่งผลให้เกิดการตายเป็นจำนวนมากในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือเรียกว่าการระบาด

Abiotic disease ทำให้โครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงเป็นผลจากความเครียดจากการได้รับผลจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเช่น ความเค็ม, อุณหภูมิ, ความเข้มแสง, ช่วงคลื่น, ตะกอน, โลหะหนัก, น้ำมัน หรือ parasites

สาเหตุการเกิดโรค ในสิ่งมีชีวิตในทะเลเขตร้อนจะเกิดจากทั้งปัจจัยจาก Biotic และ Abiotic ซึ่งมันจะสัมพันธ์กัน ดั้งนั้นการหาสาเหตุแรกว่าโรคเป็นเนื่องจากสาเหตุอะไรนั้นจึงทำได้ยาก บางที่ host มี parasites หรือ pathogen แต่ไม่ได้ทำอันตราที่น่ากลัวแต่เมื่อสิ่งแวดล้อมเริ่มเครียดขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดการตายได้

กลไกการป้องกันตัวเอง จากการเกิดโรคคือ การหลั่งน้ำเมือกออกมา, การสร้างสาร antibiotic หรือ noxious chemical เพื่อขับไล่ Parasite, การป้องกันผิวส่วนนอก, การมี amoeboid cell ที่จะจับกิน parasites หรือ pathogenและอาจมีการสร้างสารพิษออกมาทำลาย parasites หรือ pathogen

ความรุนแรงของการติดเชื้อ
ของสิ่งมีชีวิตจะขึ้นอยู่กับ ชนิดของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ, เงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป, การพัฒนาการในแต่ละช่วงชีวิตและปัจจัยอื่นๆ ในเขตร้อนโอกาสการติดเชื้อจะสูง และเจริญเติบโตในไม่กี่ชั่วโมง ความอ่อนแอและความทนทานของ Host จะเป็นตัวกำหนดขนาดหรือปริมาณของ Microorganisms แต่ปัจจุบันยังมีความรู้ในเรื่องการควบคุมปะชากรของ symbiont ของ host อยู่น้อย

บทสรุปโดยรวมของการเกิดโรค
เป็นผลจากความอ่อนแอของ Host และความรุนแรงของ pathogen และเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อมดังภาพที่ 1.แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง host-pathogen-environment ที่มีผลต่อการเกิดโรค โดย ภาพ A. ความเลวร้ายของสิ่งแวดล้อม ความอ่อนแอของ Host และความรุนแรงของ pathogen นำไปสู่การเกิดโรคได้มากสุด ภาพ B. ความเลวร้ายของสิ่งแวดล้อมมีน้อย แต่ความอ่อนแอของ Host และความรุนแรงของ pathogen ยังมีอยู่ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคได้น้อยกว่าในภาพ A. ส่วนในภาพ C.แม้ว่าจะมีความเลวร้ายของสิ่งแวดล้อม ความอ่อนแอของ Host แต่ส่วนความรุนแรงของ pathogen มีน้อยก็จะนำไปสู่การเกิดโรคได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับ A และB.
ภาพที่ 1.แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง host-pathogen-environment ที่มีผลต่อการเกิดโรค
1. Diseases of Reef Plants
ปัจจุบันยังมีการศึกษากันน้อยในเขตร้อนเรื่องของalgaeที่อยู่ในทะเล รวมถึงพวกหญ้าทะเลทั้งจากปัจจัยจาก Biotic และ Abiotic จากการศึกษาที่มีอยู่บ้างในเขตอบอุ่นพบว่าเกิดจาก virus, bacteriaและpathogen อื่นๆ
ในปี 1992 พบ pathogen เป็น bacteria ที่ Cook Island ทำให้algaeในปะการังแบบเคลือบขาวขึ้น โดยมันจะกระจายไปตามผิวของalgaeในปะการังและทำให้เกิดการฟอกขาวของปะการัง เมื่อpathogenไปเกาะที่ขอบของthallusของalgae จะไปทำให้เส้นใยฟอร์มตัวตั้งตรงและม้วนเป็นก้อนกลมๆ เหมือนกับที่เกิดการฟอร์มในพวกราเมือกบนบก เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะพบลักษณะเป็นแท่งเลื่อนๆเคลื่อนที่ได้ ของ bacteria ในน้ำเมือกเหลวๆ จากการศึกษาพบว่า pathogenมีความแรงต่อการติดเชื้อในalgae โรคใหม่ในปัจจุบันคือ Termed coralline lethal organ disease (CLOD) ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างและหน้าที่ของแนวปะการังโดยไปทำให้เกิดการตายของalgaeในปะการัง โดยการโตทับและทำให้algaeตาย และยับยั้งการเข้าอาศัยและการเจริญของalgae
2. Disease of invertebrates
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในแนวปะการังเช่น ฟองน้ำ, ปะการังอ่อน, ปากกาทะเล, แซ้ทะเล(Gorgonaceans), โพลีขีด, หอย, ปลาหมึก, กุ้ง, ปู , เม่นทะเล ,ปลาดาว และ ทากทะเล ฯลฯ
2.1 Coral จากรายงานพบว่า โรคในปะการังพบในปี 1970 คือ
  • โรค Black-band disease (BBD) ใน Belize และ Bermuda แต่ปัจจุบันพบทั้งใน Caribbean และ Indo-Pacific โรค BBD พบในปะการังไฟ และ Gorgonaceans โดยที่ BBD ไม่ได้เกิดในปะการังทุกชนิดจะพบมากในพวกปะการังที่เป็นก้อน เช่นปะการังสมอง (Diploria ssp., Colpophyllia Spp.) และstar coral (Montastraea spp.) ที่อยู่ในปะการังครอบครัว Favidae ส่วนใน พวก Elkhorn, Staghorn และ Pillar coral ตามธรรมชาติแล้วจะทนได้มากกว่า ดังแสดงในภาพที่ 2. A. จะแสดงถึงโรค BBD Montastraea spp. โดยมันจะทำลายเนื้อเยื่อที่มีชีวิตของปะการัง ภาพนี้เกิดที่ Florida Keys Ntionnal marine Sanctuary จะเห็นว่าด้านบนโครงร่างแข็งที่แยกเป็นส่วนๆโดยเส้นใยของalgaeที่เข้ามาครอบครอง ส่วนภาพ B. แสดงการกำจัด Cyanobacteria โดยนักดำน้ำจะใช้เครื่องดูดออกจากปะการัง โรค Black-band disease (BBD) จะมีผลจากการเล่นงานเนื้อเยื่อโดย Cyanobacterium ( Phormidium corallyticum) จะปรากฎเป็นเส้นสีดำของ Cyanobacterium ขนาดเล็กกว่ามิลลิเมตรจะขยายไปตามเส้นใยของ Cyanobacteria ที่เห็นเป็นสีดำจากการ reduce sulfate ของ bacteria ,หรือ sunfide oxidizing bacteria บางครั้งจะเป็นพวก fungi และ protozoan เชื้อพวกนี้จะผลิต anoxiaและ hydrogen sulfide ลึกลงไปในส่วนของเนื้อเยื่อใน band ซึ่งสารพวกนี้จะไปฆ่าเนื้อเยื่อเพื่อใช้เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ถูกปล่อยออกมาจากเซลล์ที่กำลังจะตายเพื่อการเจริญเติบโตและผลิตลูกหลานของมัน ใน 1 วันมันจะมีอัตราการเจริญเกือบถึง 1 มิลลิเมตรและโคโลนีปะการังจะถูกแทนที่โดยเส้นใยของสาหร่าย ปะการังที่บาดเจ็บอยู่แล้วและถูกติดเชื้อโดย BBD จะยิ่งสร้างความอ่อนแอให้กับปะการังยิ่งขึ้น พบว่า 2%ของปะการังถูกติดเชื้อโดย BBD เกิด เหตุการณ์ดังกล่าวหลายพื้นที่ พบ 58% ติดเชื้อในปะการังสมองและ 75% จะทำลายเนื้อเยื่อถึง 7 เดือน
ภาพที่ 2.แสดงโรค Black-band disease (BBD)
  • โรค whith band disease( WBD ) หรือ whith death ในพวก Acroporid หรือปะการังเขากวาง เกิดจากการแตกกิ่งและเคลื่อนไปข้างหน้าของส่วนที่ขยายออกไปในอัตราเล็กน้อยต่อวันของเนื้อเยื่อปะการัง ที่จุดเชื่อมการแบ่งแยกมีการหลุดลอกออกของเนื้อเยื่อปะการังโดยการหลุดลอกออกของเนื่อเยื่อจะแผ่เป็นแถบกว้างของปะการังหลายๆเซนติเมตรบนโคโลนีจะค่อยๆถูกเส้นใยของสาหหร่ายเข้าแทนที่ดังแสดงในภาพที่3.ในปะการังเขากวาง Acroopora palmata เนื้อเยื่อหลุดออกเป็นสีขาว ที่ Grecian Rocks ที่ Florida Keys Ntionnal marine Sanctuaryลัญษณะของโรคนี้จะสังเกตได้จากการทำลายของ predator เช่นปลา, gastropod, หนอนที่เกาะกินที่ผิว จะพบมากใน Acroporid sp. ในทะเลแดง, ฟิลิปิน และแคริบเบี้ยน สารหรือตัวก่อให้เกิด WBD ยังไม่รู้แน่ชัดแต่จะพบการรวมตัวผิดปกติของ bacteria แกรมลบ รูปแท่งที่กระจายอยู่ในโครงร่างแข็งที่ผิวในช่วงของ gastrovascular หรือตามรูของโครงร่างแข็งของพวก Acroporid bacteriaที่พบชี้ให้ว่าเมื่อ 5 ปีก่อนปะการังพวก Acroporid ชนิด Elkhorn ตายถึง 95% แม้ว่า bacteria ไม่ได้พบว่าเป็นตัวทำให้สุขภาพของปะการังลดลงในพื้นที่อื่นๆแต่บทบาทของ Microorganisms ในการพัฒนาตัวของการเกิดโรคยังอธิบายไม่ได้และยังไม่มีการศึกษาตัวชักนำให้เกิดความเป็นเกิดการเจ็บป่วยของ Acroporid ว่าเกิดจาก becteriaใน Indo- Pasific
    ฐานของเนื้อเยื่อที่หลุดลอกออกมาพบในพวก Acroporid และชนิดอื่นๆ ของพวกปะการังเขากวาง แต่การศึกษาโดยใช้กล้องจุลทัศน์ในเนื่อเยื่อกลับไม่พบ Microorganisms เพราะมันเกิดจากผลของ สิ่งแวดล้อมที่ทำร้าย สิ่งนี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเรียกว่า stress related necrosis เป็นสาเหตุของการ ทำให้เสื่อมลงในโครงสร้างของเซลล์ โดยไม่พบ pathogen หรือ bacteria แต่พบการคงที่และตรึงเนื้อเยื่อไว้ ยังคงมีการศึกษากันอยู่มากในการหลุดออกของเนื้อเยื่อปะการังว่าเนื่องมาจากสาเหตุของสิ่งแวดล้อมหรือ pathogen ต่างกันอย่างไร
ภาพที่ 3. แสดงการที่เนื้อเยื่อหลุดออกเป็นสีขาวปะการังเขากวาง Acroopora palmata
  • necrosis ปะการังเปรียบเหมือนเป็นท่าเทียบเรือเนื่องจากเป็นที่อาศัยของ Protozoan และ Metazoan มากมายบางครั้งก็เป็น Parasite ในทะเลแคริบเบียนพบ Gregarine protozoan ในเนื้อเยื่อของปะการังเป็นเหตุให้เกิดผลร้าย คือการที่ต้องสูญเสีย Zooxenthellae และเกิด necrosis แม้ว่าความสัมพันธ์ที่พบในปะการังโขด (Polites compressa) ที่ฮาวายซึ่งพบในระยะ Mretacercarial ของ digenetic trematode (Plagioporus sp.) สุดท้ายปะการังจะถูกกินโดยปลา การศึกษาผลความเป็น parasites ต่อ polyp ของปะการังจนกลายเป็นปุ่มเล็กๆสีชมพูทำให้ความสามารถในการหดกลับของpolypเปลี่ยนไป ผลของ parasite ที่ทำให้เกิดเป็นปุ่มจะไปลดอัตราการเจริญเติบโตของปะการัง polyp ที่ติดเชื้อจะถูกกินโดยปลา และมีผลให้การปรากฎของ polyp เปลี่ยไปทั้ง 2 อย่างนี้ส่งผลต่ออัตราการส่งผ่าน parasite และการเคลื่อนที่ไปของ parasite จากปะการังไปยังปะการังสูงขึ้น เพื่อรักษาสุขภาพของมันไว้ปะการังจะไม่งอกขึ้นมาใหม่ในส่วนที่ถูกกินมากๆถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการป้องกันตัวจาก parasite ของปะการัง
  • neoplasia ความผิดปกติของรูปแบบของการเกิด calcification ที่เปลี่ยนไปในปะการังแข็งโดยสาเหตุจาก parasite โดยมันทำให้ให้มีการเพิ่มของ corallite หรือ tumor ที่โครงร่างแข็งภายนอกทำให้การกระจายของ cell และ neoplas เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ เรียกว่าเกิด neoplasia การยื่นออกมาของ tumor calcified สีขาวๆพบว่ามีความถี่สูงที่จะเกิดการฟอกขาวของปะการังพวก Acroporid ใน แคริบเบียนและ Indo-pacific ปริมาณของโครงร่างแข็งจะทำให้ ช่อง gastrovascular มากขึ้นและที่ผิวมี calicoblastic รวมกัน (calicoblastic พาดไปบน โครงร่างแข็งภายนอกของปะการัง) เหมือนกับการเจริญที่บริเวณผิวมากเกินไปแต่เป็น calicoblastic โครงร่างแข็งมีรูมากพาดลงไปอย่างเร็วจำนวนมากกว่าเนื่อเยื่อรอบๆเป็นผลให้เกิดการเสื่อมของ polyp
  • Tumor–bearing colonies โดยทั่วไปและการสูญเสีย Zooxenthellae จาก gastrodermal cell การหลั่งน้ำเมือกของเซลล์จากชั้น epidermis เพื่อกำจัดตะกอนและสร้างใหม่ได้ยากและป้องกันตัวเองจากเส้นใยสาหร่ายได้ยากขึ้นอีกด้วย การแตกออกของ tumor จะไปยับยั้งการเจริญของโครงร่างแข็ง ทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลของ Tumor –bearing colonies

แม้ว่าลักษณะของโรคในปะการังจะสูญเสีย Zooxenthellae ซึ่งปกติจะทำให้เนื้อเยื่อของ โคโลนีเป็นสีน้ำตาลอ่อน หรือสูญเสีย Photosynthetic pigment จาก Zooxenthellae ลักษณะนี้เรียกว่าการฟอกขาวในปะการังอาจเกิดจาก ระดับแสงที่สูงขึ้น, รังสี UV, ความขุ่นและตะกอนเพิ่มขึ้นไปบดบังแสง, อุณหภูมิและความเค็มไม่เหมาะสม และปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความแตกต่างของความทนทานทางสรีระวิทยา ของแต่ละสายพันธุ์ของ Zooxenthellae และปะการัง การหลุดออกไปอย่างไม่มีเหตุผลของ Zooxenthellae มีผลให้เกิดความยุ่งยากใน ขบวนการ Metabolisms ของปะการังนำไปสู่การลดลงของการสืบพันธุ์ เกิดการเสียหายของเนื้อเยื่อ ลดการเจริญ และตายไปของเนื่อเยื่อในที่สุด

2.2 Sponges การฟองขาวของฟองน้ำเกิดขึ้นในเขตร้อนในแคริบเบียน ในช่วงที่เกิด ปะการังฟอกขาวแต่มีรายงานน้อย ฟองน้ำมีคุณค่าทางการค้า ( Hippospongia ) และ spongia พบว่ามีการตายเกิดขึ้นอย่างมาก ปัญหาหลักเกิดจากรูปแบบของกระแสน้ำ,การค้ามีผลให้สูญหายไปจนเหลืออยู่น้อย เกิดลักษณะโก๋นเป็นหย่อมๆ ตามด้วยด้านใน และเนื้อเยื่อเริ่มเลวร้ายลง ซึ่งเข้าไปทำให้มันเสื่อมลงและตายไปภายใน 1 อาทิตย์, บาดแผลที่เกิดเป็นทางยาวเล็กเชื่อว่าเกิดจากเส้นใยของ fungi แต่จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเกิดจาก bacteria และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำแต่ไม่มีข้อยืนยันที่แน่นอน
โดยทั่วไปฟองน้ำจะอยู่แบบ mutualistis symbiotic กับ Bacteria โดยมันจะให้สารอาหารแก่ ฟองน้ำ และใช้ของเสียจาก metabolic จากฟองน้ำ สาเหตุการเกิดโรคเกิดจากการเข้าไปอยู่ของ Microorganisms ในทะเล เช่น cyanobacteria โดยฟองน้ำมีกลไกในการป้องกัน โดยการสร้างสารประกอบพวก antimicrobial

2.3 Molluscs ในหอยมือเสือจะมี protozoan อาศัยอยู่มากชี้ให้เห็นว่า Microorganisms มีผลต่อการตายของหอยในภาพที่ 4. แสดงหอยมือเสือที่ติดเชื้อ protozoan ภาพ A. แสดงการเก็บตัวอย่าง ในหอยมือเสือ ส่วนภาพ B. แสดง protozoan ที่อยู่ในเหงือกหอยมือเสือ ในหอยนางรมพบว่า อุณหภูมิกับ protozoan จะสัมพันธ์กันทำให้เกิดการตายสูง เชื้ออื่นๆที่ทำให้เกิดโรค เช่น virus, bacteria, fungi, protozoan และ metazoan โดยมันจะมีกลไกในการควบคุม pathogen
ภาพที่ 4. แสดงหอยมือเสือที่ติดเชื้อ protozoan
2.4 Crustaceans พบว่ายังมีรายงานน้อย การเกิดโรคจะเกิดได้ง่ายโดยสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สารอาหารต่ำ และคุณภาพน้ำต่ำ ทั้งในphagocytic cell, gill, pericardial, sinus และฐานของ appendages จะมีทั้ง pathogen ที่อยู่กับที่และ ที่เคลื่อนที่ได้ กลไกการป้องกันตัวเช่น การผลิต bactericidins, agglutinins และ lysis ในการฆ่า pathogen และ parasite
ผลจากมลพิษที่เครียดในสิ่งแวดล้อม ทำให้เหงือกถูกทำลายและ โครงร่างแข็งภายนอกเกิด necrosis และ bacteria invasionที่เนื้อเยื่อ โรค chitinoclatic microorganisms จะไปกัดกร่อยเปลือกและเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อแบบ facultative

2.5 Echinoderms การตายของพวกเม่นทะเลหนามยาวพบครั้งแรกในชายฝั่งแคริบเบียนของปานามา ปัญหาหลักจากกระแสน้ำที่ไหลมาจากทางตะวันออก โรคของเม่นทะเลเริ่มเมื่อมีตะกอนสะสมอยู่ที่หนามเยอะและการหลุดออกของผิวหนาม, pigment ที่ผิว, กล้ามเนื้อหนาม, peristome และ anal cone จะหายไปและหนวดจะแยกออกไป tube feet จะทำงานได้น้อยลงและหดกลับไม่ได้ สุดท้ายผิวหน้าก็จะหลุดออกไป ดังแสดงในภาพที่ 5. โรคนี้จะตายภายใน 4 วัน ถึง 6 อาทิตย์แล้วแต่ที่ บางตัวสามารถอยู่รอดได้โดยการเกิดมาใหม่ได้ของหนามที่หลุดออกไปและผิวที่เป็นบาดแผล พบว่าจะไปทำให้พฤติกรรมต่างๆหยุดลงเช่นการเคลื่อนที่เข้าสู่ที่หลบซ่อนในระหว่างวันทำให้มันถูกจับกินโดยปลา จากการแยกเชื้อพบ bacteria แกรมลบ รูปแท่งที่เป็น Anaerobic และสร้าง spore ได้คือพวก Clostridium spp. อื่นๆที่พบเช่น ectoparasitic copepod
ภาพที่ 5. แสดงการติดเชื้อในเม่นทะเล
3. Diseases of Reef Vertebrates
3.1 Fish พบว่าปลาที่อ่อนแอและบาดเจ็บจะตรวจพบ bacteria แกรมบวก เช่น Streptococus spp. และ bacteria แกรมลบ เช่น Vibrio spp จากแผลที่ผิวทำให้เกิด septicemia, exophthalmias หรือ pathogen ส่วนสาเหตุจาก fungi ทำให้เกิด lymphocystis disease สาเหตุจาก iridovirus ทำให้เกิด tumor ส่วนเชื้อ virus อื่นๆ ทำให้เกิด erytheytic necrosis (VEN), Pancreatic necrosislike virus, การติดเชื้อของ Rhadovirus และสาเหตุจาก protozoan , metazoan และ ectroparasite มีการสนใจเป็นพิเศษในปลา damsel fish ที่เป็นโรค neurofibromas และ malignant schwannomas ซึ่งจะคล้ายโรค Recklinghausen schwannomas ในคน โดยจะพบว่าบริเวณผิวหนังจะมี pigmentต่ำ มีจุดที่ผิวและหาง ดังแสดงในรูปที่ 6. หากเป็น Tumor จะอันตรามากทำให้มันค่อยๆตาย การติดต่อเกิดจากตัวใกล้เคียงจาการป้องกันอาณาเขตของปลา โรคจะทำให้มันถูกล่าได้ง่ายเนื่องจากมีความอ่อนแอและพฤติกรรมที่ผิดไปจากเดิม โรค neurologic disease ที่เกิดจากการติดเชื้อในสมอง จาก bacteria จะเกิดขึ้นรวดเร็ว ปลาสามารถอยู่รอดได้หลายเดือนในช่วงป่วย
3.2 Sea snake พวก parasite ภายนอกจะมีผล เช่น tick, hydrozoans, polychaetes ส่วนพวก parasite ภายในเช่น chigger mites ในปอด , nematode และ trematodose
รูปที่ 6.แสดงการติดเชื้อในปลา damsel fish
3.3 sea turtles จะพบ systemic bacteria disease, metazoan parasite, nutritonal disurder และ Skin tomors ใน green turtle , longerhead turtle และ hawksbill turtle นอกจากนี้ยังพบ Flukes ในหัวใจ จะรวมอยู่ใน artories และวางไข่ใน เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่บ่งชี้ลักษณะทางคลีนิกของ muscle wasting, bronchopneumonia และ septicemia toximia ในอเมริกาจะเจอ โรค cardiorascular flukes ส่วนโรค neoplastic disease เพิ่งจะมีรายงานมาใหม่ ใน green turtle และพบบ้างใน longerhead turtle และ hawksbill turtle ใน green turtle ที่เป็น fibropapillama tumor มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางtumor 30 เซนติเมตรหรืออาจมากกว่าบนผิว, scale , scutes, eyesและ เนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่างๆต่อการมองเห็น การหายใจ การกิน และการว่ายน้ำ ดังรูปที่ 7. นอกจากนี้มันจะมีไข่ของพวก trematodose เกิดขึ้น บางครั้งพบในเส้นเลือดผอยใน tumor ในปัจจุบันพบว่าสาเหตุของการเกิด tumor เกิดจาก heresvirus
รูปที่ 7. แสดงการเป็นโรค fibropapillama tumor ใน green turtle
4. Unanswered Questions
การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับโรคยังคงเป็นที่สนใจทั้ง WBD ในปะการัง ,การตายลงเป็นจำนวนมากของ sea urchins และ fish และความอ่อนแอของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เนื่องจากเงื่อนไขของโรคใหม่มีสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแม้ใน 20 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิจะสูงขึ้นก็ตาม WBDที่เกิดขึ้นกับพวก Acroporid หลังการเกิด hurricane หรือการทำลายทางกายภาพเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และ pathogen หรือความเครียดเป็นเหตุและยังเป็นเงื่อนไขที่ยังต้องอธิบาย ปัจจุบัน WBDไม่ได้สัมพันธ์กับกิจกรรมของมนุษย์หรือปัจจัยสิ่งแวดล้อมแต่การเกิด BBD กลับสัมพันธ์กับเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมรวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น การลดลงของสารอาหาร การเพิ่งขึ้นของตะกอนและความขุ่น สารพิษต่างๆ จำนวนผู้ล่า ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บแก่โคโลนีปะการัง
ในห้องปฏิบัติการ Antibiotic สามารถควบคุมการเข้าติดเชื้อของbacteria โดยน้ำเมือกที่ผิว ปะการังที่เกิด BBDจะหลั่งน้ำเมือกเช่นที่หลั่งมากำจัดพวกน้ำมันดิบ, copper sulfate, potassium phosphate, dextrose,หรือตะกอน แต่การเพิ่มขึ้นของการหลั่นน้ำเมือกมาป้องกันตัวเองจะต้องใช้พลังงานสูงทำให้มันต้องการอาหารเพิ่ม Metabolic สูงขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หรือการกำจัดสารพิษต่างๆ จึงทำให้มันอ่อนแอต่อการเกิดติดเชื้อจาก pathogen และยังต้องการงานวิจัยที่มากขึ้น
ปัจจุบัน Major marine ecological disease (MMEDs) เป็นปัญหาและยุ่งยากในการประสานงานในการรายงานผลการเปลี่ยนแปลงต่างๆรอบๆโลก จึงได้มีการจัดเป็นนักวิทยาศาสตร์ในระบบเครื่อข่ายเพื่อการพัฒนาให้ทราบเรื่องราวที่สนใจทั้งทาง Biotic และ Abiotic ของ MMEDs จึงมีการศึกษาในลักษณะ multidisciplinary ขึ้น มีความสำคัญต่อข้อมูลทางด้านนิเวศวิทยาทางเคมี, สรีระของจุลินทรีย์ และทางด้านจุลกายภาพของเนื้อเยื่อ รวมถึงงานวิจัยในรูปแบบอื่นๆ ข้อมูลการศึกษาจะมาจากการแบ่งบันกันและหาสาเหตุและความสัมพันธ์และบ่งชี้ MMEDs ได้
Biomaker คือ Molecular, biochemical หรือ cell ที่ใช้เป็นเครื่อหมายในการติดตามการเปลี่ยนไปเพื่อหาสาเหตุของมลพิษ สารเคมี โดยวัดใน เซลล์ ,เนื้อเยื่อ หรือ body fluids เป็นต้น Biomaker สมารถให้ข้อมูลในระดับ ประชากรและกลุ่มประชากร Biomakerจะใช้ในการเฝ้าระวังต่อความเครียด, การตอบสนองอย่างจำเพาะต่อสารพิษ หรือคุณภาพทั่วไปของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป, สุขภาพของสิ่งมีชีวิต และปัจจัยทางนิเวศอื่นๆ Biomaker มีทั้ง molecular และ biochemical เช่น DNA cytochome p 450 system enzyme
การตอบสนองทางสรีระวิทยาและพฤติกรรม เช่นอัตราการหายใจ, การวายน้ำที่เปลี่ยนไป, การเปลี่ยนแปลงของระบบอิมมูโน เมื่อได้รับความเครียด การติดเชื้อทำให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์และเนื้อเยื่อ การกินที่เปลี่ยนไป หรือการศึกษาbioenergitic ทั้งหมดนี้จะชี้ความเปลี่ยนแปลง
ของการเจริญ, fecundity, ซึ่งเราสามารถวัดได้ เช่นเดียวกับใน Biomaker ก็จะสามารใช้ในการเฝ้าระวังทางด้านสุขภาพของสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง เช่นการศึกษาติดตามการเกิดฟอกขาวในปะการังโดยการวัดการเกิด การสังเคราะห์แสงหรือ จำนวน pigment ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยใช้ Flurescence ดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
5. Biological Implications
Otto kinne ได้กล่าวไว้ในปี 1980 ว่า “ ปรากฎการณ์พื้นฐานที่มีผลต่อการเกิดโรคของสิ่งมีชีวิตในทะเล และแนวชายฝั่ง เช่น อายุไข, ช่วงชีวิต, ความชุกชุม, การกระจาย, Metabolisms, ปริมาณสารอาหาร, การเจริญเติบโต, การสืบพันธ์, การแข่งขัน, วิวัฒนาการ เป็นสิ่งที่จะสะท้อนถึงความทนทานของสิ่งมีชีวิตต่อธรรมชาติและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เครียด ในระยะสั้นๆ การเกิดโรคเป็นปัญหาหลักในการพลวัติของปะชากร”
เอกสารอ้างอิง
Birkeland, C. 1997. Lift and death of coral animals(1 st ed.), 536 pp. United States of
America :Chapman&Hall.

แปล โดยจีรวรรณ ช่วยพฒน์ อ่านเพื่อความรู้ นะคะอย่าอ้างอิงเพราะยังไม่ผ่านผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

 

คุณจีจี้ E-mai: Jeerawanch@yahoo.com หรือ jeji2005@hotmail.com Tel: 097263158